วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554

ภาษากายที่สุนัขใช้ในการสื่อสาร




ภาษากายที่สุนัขใช้ในการสื่อสาร
          สุนัข เป็นสัตว์ที่ฉลาด มีไอคิวที่สูงกว่าสัตว์เลี้ยงอื่นๆ สุนัขสามารถแปลสัญญาณต่าง ๆ ทั้งที่มนุษย์ หรือสุนัขอื่น ๆ พยายามสื่อถึง ด้วยลักษณะนี้เองทำให้สุนัขเข้าใจมนุษย์ และพวกเดียวกันได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

การดมกลิ่น

          สุนัข ใช้สัญญาณต่าง ๆ ในการติดต่อสื่อสารกัน และการดมกลิ่นก็เป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง ที่สุนัขใช้กันมาก สุนัขกำหนดเขตแดนของตน โดยการปัสสาวะบ่อยๆ และโดยการเกา หรือขีดข่วนพื้น เพื่อทิ้งกลิ่นเหงื่อจากต่อมเหงื่อที่อุ้งเท้า นอกจากนี้ สุนัขยังชอบที่จะกลิ้งตัวไปตามพื้น เพื่อทิ้งกลิ่นตัวเองไว้ นัยว่า แผ่นดินนี้ เราจองนะ

ภาษากาย

          นอกจากทิ้งกลิ่นแล้ว สุนัขยังได้พัฒนาภาษากายขึ้น เพื่อสื่อสารกับพวกเดียวกันเอง สัตว์อื่นๆ รวมถึงมนุษย์ด้วย ภาษาที่ว่านี้ คือ การแสดงออกทางสีหน้า เช่น การแยกเขี้ยวยิงฟัน การแกว่งหาง เป็นต้น ซึ่งภาษาเหล่านี้แสดง ให้เห็นถึงความรู้สึกของสุนัขอย่างตรงไปตรงมา ที่เข้าใจได้ง่ายๆ เช่น การเห่าคำรามอย่างดุดัน ก็หมายถึง อย่ามายุ่งกับฉันนะ ถ้าเข้ามา ฉันกัดเธอแน่ เป็นต้น ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของภาษากาย และความหมายที่สุนัขพยายามสื่อ
        
           อาการ กระดิกหาง หมายถึง การแสดงความรัก และดีใจ

           อาการ หางตั้งขึ้น หมายถึง การสงสัยอะไรบางอย่าง

           อาการ หางจุกตูด หมายถึง การแสดงความกลัว หรือยอมแพ้

           อาการ เอาจมูกแตะกัน หมายถึง การที่สุนัขทำความรู้จักกัน เป็นการหยั่งเชิงซึ่งกันและกัน

           อาการ นอนหงาย หมายถึง การแสดงการยอมแพ้ เพื่อจะได้ไม่ถูกทำร้าย

           อาการ ฉี่ (ปิ๊ด..ปี๊ด) หมายถึง การประกาศอาณาเขตที่อยู่

           อาการ เดินวนไปมา หมายถึง การจับจองบริเวณ แสดงความเป็นเจ้าถิ่น

           อาการ เลีย และเคล้าเคลีย หมายถึง การแสดงความรัก และเป็นมิตร

           อาการ ใช้จมูกดมตามพื้น หมายถึง การหาที่ขับถ่าย

           อาการ เห่า หมายถึง การแสดงอาการระวังภัย

ขอบคุณข้อมูลจาก  www.pet.kapook.com

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

พันธุ์แมวไทย มีอะไรบ้าง



 แมวไทยเป็น แมว พันธุ์แท้ที่สืบเชื้อสายมาจาก แมว โบราณ ซึ่งได้รับการยกย่องว่า เป็นแมวพันธุ์ขนสั้นที่สวยสง่าที่สุดในโลก และแมวไทยยังเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารัก น่าเอ็นดู มีเสน่ท์ เป็นที่นิยมกันทั่วโลกอีกด้วย แต่คนไทยน้อยคนนักที่จะรู้ว่าแมวพันธุ์ไทยแท้มีรูปร่าง หน้าตาเป็นอย่างไร คนไทยส่วนใหญ่ต่างเข้าใจว่า แมวไทยที่พบเห็นกันอยู่ทั่วไปนั้นคือ แมวไทยพันธุ์แท้ทุกตัว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นแมวลูกผสมเกือบทั้งสิ้น

        เมื่อเป็นเช่นนี้ เราในฐานะที่เป็นคนไทย และมีแมวพันธุ์ดี ทีมีถิ่นกำเนิดอยู่ในบ้านเราและเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก เราจะปฏิเสธว่าไม่รู้จัก หรือรู้จักอย่างไม่ถูกต้องคงไม่ได้อีกแล้วล่ะ

 พันธุ์แมวไทย
       

1. แมวพันธุ์วิเชียรมาศ หรือแมวสยาม
         ลักษณะประจำพันธุ์ : แมววิเชียรมาศเป็นแมวที่ชาวต่างประเทศที่รู้จักกันในนามแมวสยาม (Siamese) โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษตั้งแต่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และเป็นที่รู้จักกันในแถบสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ลักษณะที่จำเพาะของแมววิเชียรมาศ คือ สีน้ำตาล

         ลักษณะสีขน : ขนสั้นแน่นสีขาว หรือสีน้ำตาลอ่อน มีแต้มสีครั่ง หรือสีน้ำตาลไหม้ที่บริเวณใบหน้า หูทั้งสองข้าง เท้าทั้งสี่ หางและที่อวัยวะเพศ (ทั้งแมวเพศผู้และแมวเพศเมีย) รวม 9 แห่ง ขณะที่อายุยังน้อย หรือเป็นลูกแมว สีขนจะออกสีครีมอ่อนๆ หรือขาวนวล พอโตขึ้นสีจะค่อยๆ เข้มขึ้นตามลำดับจนเป็นสีน้ำตาล (สีลูกกวาด)

         ลักษณะของส่วนหัว : รูปหัวไม่กลม หรือแหลมเกินไป หน้าผากใหญ่และแบน จมูกสั้น หูใหญ่ ตั้งสูงเด่นบนส่วนหัว
         ลักษณะของนัยน์ตา :  นัยน์ตาสีฟ้า 
         ลักษณะของหาง : หางยาว ปลายแหลมชี้ตรง โคนหางใหญ่และค่อยๆ เล็กเรียวกลมไปจนสุดปลายหาง ขายาวเรียวได้สัดส่วนกับลำตัว
                      
         ลักษณะที่เป็นข้อด้อยของพันธุ์ :  ขนยาวเกินไป มีแต้มสีไม่ครบทั้ง 9 แห่ง แต้มสีอื่นที่ไม่ใช่สีน้ำตาลไหม้ นัยน์ตาสองข้างเป็นคนละสี หรือเป็นสีอื่นๆ ตาเอียง จมูกหัก หูไม่ตั้ง หางสั้นเกินไป (เมื่อยืนขาหลังให้ขนานกับหาง ความยาวของหางสั้นกว่าขาเกิน 3 นิ้ว) ของขอด หางหงิกงอ หางสดุด ปลายหางคด ดุเกินไป เลี้ยงลูกไม่ดี


      


2. แมวขาวมณี
         ลักษณะสีขน : ขนสั้นแน่นและอ่อนนุ่ม สีขาวไม่มีสีอื่นปน สีผิวหนังเป็นสีขาวปลอดทั้งตัว
         ลักษณะของส่วนหัว :  รูปร่างไม่กลม หรือแหลมเกินไป แต่คล้ายรูปหัวใจ ผน้าผากใหญ่และแบน จมูกสั้น หูตั้งใหญ่
         ลักษณะของนัยน์ตา :  นัยน์ตาสีฟ้า หรือสีเหลืองอำพัน
         ลักษณะของหาง :  หางยาว ปลายหางแหลมชี้ตรง โคนหางใหญ่และค่อยๆ เล็กเรียวกลมไปจนสุดปลายหาง ขาวยาวเรียวได้สัดส่วนกับลำตัว                           ลักษณะที่เป็นข้อด้อยของพันธุ์ :  ขนมีสีอืนปน นัยน์ตาสองข้างเป็นคนละสี หรือเป็นสีอื่น ตาเอียง จมูกหัก หูไม่ตั้ง หางสั้นมากเกินไป (เมื่อยืดขาหลังให้ขนานกับหาง ความยาวของหางสั้นกว่าขาเกิน 3 นิ้ว) หางขอด หางหงิกงอ หางสะดุด ปลายหางคด ดุเกินไป เลี้ยงลูกไม่ดี


3.แมวสีสวาด (Silver blue) หรือแมวโคราช (Korat cat)
         ลักษณะประจำพันธุ์ : ของแมวสีสวาด แมวพันธุ์นี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ คือ แมวโคราช แมวมาเลศ หรือแมวดอกเลา แมวโคราชเป็นแมวที่พบที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา หรือเรารู้จักกันในนามว่าโคราช มีหลักฐานบันทึกเกี่ยวกับแมวโคราชในสมุดข่อย (Smud Khoi of Cats) ที่เขียนขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1350-1767 หรือประมาณ พ.ศ. 1893-2310 ในบันทึกได้กล่าวถึงแมวที่ให้โชคลาภที่ดี 17 ตัวของประเทศไทย รวมถึงแมวโคราชด้วย ปัจจุบันสมุดข่อยนี้ถูกเก็บไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร ชื่อแมวโคราช เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 5โดยใช้แหล่งกำเนิดของแมวเป็นชื่อเรียกพันธุ์แมวมีเรื่องเล่ามากมายหรือเป็นตำนานเล่าขาน
                                 
         เกี่ยวกับแมวโคราช รวมถึงตำนานพื้นบ้านที่กล่าวถึงการที่แมวโคราชมีหางหงิกงอ (kinks) มากเท่าไหร่จะมีโชคลาภมากเท่านั้น (แม้ว่าลักษณะหางหงิกงอไม่ใช่มาตรฐานพันธุ์ตากหลักของ CFA ก็ตาม) แต่คนไทยจะเรียกแมวโคราชอีกชื่อว่า แมวสีสวาด (Si-Sawat cat (see-sa-what)), แต่คนไทยบางกลุ่มจะเรียกแมวโคราชว่า แมวเพศผู้มีสีเหมือนดอกเลา (Dok Lao) จึงเรียกแมวสีดอกเลา โดยจะต้องมีขนเรียบ ที่โคนขนจะมีสีขุ่นๆ เทา ในขณะที่ส่วนปลายมีสีเงิน เป็นประกายคล้ายหยดน้ำค้างบนใบบัว (dewdrops on the lotus leaf) หรือเหมือนคนผมหงอก แมวโคราชได้ถูกนำไปเลี้ยงในสหรัฐอเมริการโดย Cedar Glen Cattery ในรัฐโอเรกอน โดยได้รับมาจากพี่น้องชื่อ นารา (Nara) และ ดารา (Darra) ในวันที่ 12 มิถุนายน ปี ค.ศ. 1959 (พ.ศ.2502) ประมาณเดือนมีนาคม ปี พ.ศ.2509 นักผสมพันธุ์แมวโคราชและแมวไทย (วิเชียรมาศ) ชาวรัฐแมรีแลนด์ ได้นำแมวโคราชประกวดในงานประจำปีและ ได้รับรางวัลชนะเลิศและเป็นที่รู้จัก

         ลักษณะสีขน : ขนสั้น สีสวาด (silver blue) ทั่วทั้งตัวและเป็นสีสวาดตั้งแต่เกิดจนตาย
         ลักษณะของส่วนหัว : หัวเมื่อดูจากด้านหน้าจะเป็นรูปหัวใจ หน้าผากใหญ่และแบน หูตั้ง ในแมวตัวผู้หน้าผากมีรอยหยักทำให้เป็นรูปหัวใจเด่นชัดมากขึ้น หูใหญ่ตั้ง ปลายหูมน โคนหูใหญ่ ผิวหนังที่บริเวณจมูกและริมฝีปากสีเงิน หรือม่วงอ่อน
         ลักษณะของนัยน์ตา :  นัยน์ตาสีเขียวสดใสเป็นประกาย หรือสีเหลืองอำพัน ขณะยังเป็นลูกแมวตาจะเป็นสีฟ้า เมื่อโตขึ้นจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด และเมื่อเติบโตเต็มที่ตาจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวใบไม้ หรือสีเหลืองอำพัน
         ลักษณะของหาง : หางยาว ปลายแหลมชี้ตรง โคนหางใหญ่และค่อยๆ เล็กเรียวกลมไปจนสุดปลายหาง ขายาวเรียวได้สัดส่วนกับลำตัว
         ลักษณะที่เป็นข้อด้อยของพันธุ์ : ขนยาวเกินไป มีสีอืนปน นัยน์ตาสองข้างเป็นคนละสี หรือเป็นสีอื่น ตาเอียง จมูกหัก หูไม่ตั้ง หางสั้นมากเกินไป (เมื่อยืดขาหลังให้ขนานกับหาง ความยาวของหางสั้นกว่าขาเกิน 3 นิ้ว) หางขอด หางหงิกงอ หางสะดุด ปลายหางคด ดุเกินไป เลี้ยงลูกไม่ดี


4. แมวโกญจา
             
         ลักษณะสีขน : ขนสั้น สีดำตลอดทั้งตัว
         ลักษณะของส่วนหัว : รูปหัวกลมไม่ใหญ่มาก หูใหญ่ ตั้งสูงเด่นบนส่วนหัว
         ลักษณะของนัยน์ตา : นัยน์ตาสีดอกบวบแรกแย้ม (สีเหลืองอมเขียว)
         ลักษณะของหาง : หางยาว ปลายแหลมชี้ตรง โคนหางใหญ่และค่อยๆ เล็กเรียวกลมไปจนสุดปลายหาง ขายาวเรียวได้สัดส่วนกับลำตัว
         ลักษณะที่เป็นข้อด้อยของพันธุ์ :  ขนยาวมากเกินไป ขนมีสีอื่นปะปน นัยน์ตาสองข้างเป็นคนละสี หรือเป็นสีอื่น ตาเอียง จมูกหัก หูไม่ตั้ง หางสั้นมากเกินไป (เมื่อยืดขาหลังให้ขนานกับหาง ความยาวของหางสั้นกว่าขาเกิน 3 นิ้ว) หางขอด หางหงิกงอ หางสะดุด ปลายหางคด ดุเกินไป เลี้ยงลูกไม่ดี


5.แมวศุภลักษณ์
                            
         ลักษณะประจำพันธุ์ : ของแมวศุภลักษณ์  ในสายตาฝรั่งแล้วเข้าใจว่าแมวทองแดงเป็นแมวพม่า เนื่องจากปี พ.ศ. 2473 ดร. โจเซฟ ซี ทอมสัน ชาวอเมริกัน ได้นำแมวตัวเมียสีน้ำตาลจากประเทศพม่ากลับไปที่ซานฟรานซิสโก แล้วนำไปจดทะเบียน ที่ประเทศอังกฤษ ตั้งชื่อว่า Burmese Cat หรือแมวพม่า นั่นเองและ เป็นแมวพันธุ์หนึ่งที่มีคนเลี้ยงกัน มากที่สุดในโลก แต่ในสายตาคนไทย ถือว่าแมวทองแดงเป็นแมวไทย เนื่องจากโครงสร้าง และลักษณะนิสัย เป็นแบบฉบับแมวไทย มีเรื่องเล่ากันว่าเมื่อครั้งที่กรุงศรีอยุธยาแตกนั้น พม่าได้กวาดต้อนคนไทยจำนวนหนึ่งไปเป็นเชลยศึกที่พม่าและมีแมวทองแดงตามเจ้าของเข้าสู่เขตแดนพม่าด้วย เนื่องจากเป็นแมวชั้นสูงเช่นเดียวกับแมวไทยพันธุ์อื่นๆ พวกขุนนาง พม่า จึงนิยมเลี้ยงกัน พอพวกฝรั่งไปพบเข้าจึงเรียกเป็นแมวพม่าไป แมวทองแดงมีรูปร่างขนาดกลาง สง่า น้ำหนักตัวพอประมาณ ขายาวเรียว ฝ่าเท้าอวบ ศีรษะค่อนข้างกลมกว้าง สีขนออกสีน้ำตาลเข้ม คล้ายสีสนิม (สีทองแดง) แต่จะมีสีเข้มมาก ขึ้นบริเวณส่วนหูและในหน้า นัยน์ตาสีเหลืองอำพัน เป็นแมวที่มีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ อยากรู้อยากเห็น ชอบผจญภัย รักอิสระเสรีเหนืออื่นใด ชอบสนใจสิ่งต่างๆ รอบตัว กับคนแปลกหน้าแล้วมันดูจะเป็นแมวที่ร้ายพอสมควร ปัจจุบันเมืองไทย หายากมาก แต่มีทั่วไปในอเมริกาและอังกฤษ ซึ่งเขาได้พัฒนาผสมพันธุ์กัน จนได้แมวในลักษณะ และสีอื่นๆ มากมาย

ขอบคุณข้อมูลจาก Farmthaionline

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

ขนมขบเคี้ยวของเจ้าตูบ




ขนมขบเคี้ยวของเจ้าตูบ 

           ขนมขบเคี้ยวสำหรับเจ้าตูบที่มีในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ

           ประเภทแรก ขนมขบเคี้ยวที่ทำจากส่วนวัตถุดิบชนิดเดียว ผสมสี โดยส่วนใหญ่มักทำจากหนังวัวอัดขึ้นเป็นรูปร่างต่างๆ เช่น กระดูก รองเท้า ใช้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจการกัดแทะทำลายข้าวของในบ้าน และประโยชน์ในการขัดฟัน

           ประเภทที่สอง ชนิดที่ทำจากส่วนผสมหลากหลาย โดยมักทำมาจากธัญพืช ผสมกับเนื้อสัตว์ ไขมันพืชหรือสัตว์และแต่งกลิ่นรสและสีให้มีรูปร่างคล้ายอาหารมนุษย์ ซึ่งจะเป็นชนิดที่เจ้าตูบชื่นชอบมากแต่ส่วนใหญ่ให้พลังงานสูง

           ขนมขบเคี้ยวทั้งสองประเภทนิยมใช้เพื่อการฝึกสอน หรือเพื่อการแสดงความรักต่อเจ้าตูบ ซึ่งเจ้าตูบจะชื่นชอบที่จะแทะและขบเคี้ยว แต่หากมองในแง่ของโภชนาการแล้วขนมขบเคี้ยวเหล่านี้อาจเป็นบ่อเกิดของปัญหาทางโภชนาการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณหยิบยื่นขนมของคนให้เค้ากิน เค้าจะได้รับพลังงานที่เกินความต้องการของร่างกาย หากไม่ถูกเผาผลาญโดยการออกกำลังกายจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และกลายเป็นเจ้าตูบอ้วนๆที่กำลังเผชิญกับโรคร้ายต่างๆตามมา เช่นโรคข้อ และความเสื่อมของร่างกายจะเกิดขึ้นเร็วขึ้น

           การให้ขนมขบเคี้ยวอย่างปลอดภัย ทำได้โดยเราต้องลดปริมาณอาหารหลักลง และให้ขนมขบเคี้ยวกับสุนัขเท่าที่จำเป็น เพียงเพื่อเป็นรางวัลเมื่อทำตามสิ่งที่เราต้องการ หรือใช้เพื่อฝึกฝนสุนัขเท่านั้น และที่สำคัญ คุณควรเลือกขนมขบเคี้ยวที่มีไขมัน และไม่ลืมลดปริมาณอาหารหลักลงด้วยทุกครั้งที่มีการให้ขนมกับสุนัข 


ขอบคุณข้อมูลจาก www.pet.kapook.com

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

10 วิธีการที่แมวเหมียวบอกรัก


        คงจะดีถ้าหากเจ้าเหมียวสามารถพูดได้ว่า " ผมรักเจ้านายครับ "มันก็คงจะทำให้ท่านเจ้าของทั้งหลายต่างปลื้มอกปลื้มใจกันเป็น
แน่แท้ และก็จะเพิ่มสายใยความรักความผูกพันธ์ให้มาขึ้นไปอีกมีหลายครั้งที่เราก็อยากรู้ว่าเจ้าแมวเหมียวของเรานั้น รักเราหรือเปล่าน้า
เพราะ มันไม่ยักกะทำตัวเหมือนแมวข้าง ๆ บ้านเลย อันนี้คงต้องบอกว่า แมวนั้นมีหลายประเภทมากมายหลายอุปนิสัย การแสดงออก
ของแต่ละตัวก็จะไม่เหมือนกันด้วย

10 วิธีการที่แมวจะบอกรักคุณนั้นมีดังนี้

         1. กระโดดนั่งตักคุณ แล้วก็ใช้หน้าถูกับตัวคุณ แมวส่วนใหญ่มักจะแสดงออกแบบนี้ เรียกว่าเป็นการแสดงออกแบบสากลก็ว่าได้
         2. ส่งเสียงร้องเรียกคุณ "เมี้ยว เมี้ยว" เบา ๆ แล้วก็ทำหน้าอ้อน ๆ ทำตาหวานใส่แมวที่เรียบร้อยมักจะเป็นแบบนี้
         3. กัดที่หน้าแข้ง หรือข้อศอกเบา ๆ เจ้าของบางคนจะไม่ชอบ และเข้าใจผิดว่าแมวดุ แต่จริง ๆแล้วเป็นการแสดงความรักของแมวระดับจ่าฝูงก็ว่าได้ เพราะพวกนี้จะอ้อนไม่ค่อยเป็น
         4. นวดหลัง บางครั้งเมื่อคุณนอนอยู่จะเห็นว่าแมวจะขึ้นไปเดิน หรือเหยียบหลังคุณ ถ้าหากคุณรู้สึกพอใจมันก็จะทำบ่อย ๆเพื่อให้คุณสบาย แมวพวกนี้จัดเป็นพวกไอคิวสูงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
         5. หอมแก้ม บางครั้งเวลาอุ้มแมวจะถูกแมวหอมแก้ม อันนั้นมันบอกว่า " รักคุณมากเลยหล่ะ "
         6. แมวใช้เท้าหน้าลูบหน้าคุณ หรือตบที่หน้าเบา ๆ ลักษณะนี้ก็เหมือนกับความรู้สึกเวลาคุณลูบหน้าคนที่คุณรักนั่นแหละ
         7. ลูบหน้า แล้วก็ร้อง ๆ เบา ๆ มันบอกคุณว่า " รักเจ้านายมากที่สุดในโลกเลย "
         8. แมวเอาตัวมาถูที่ขา แรง ๆ แล้วก็ร้องดัง ๆ อันนี้เป็นการแสดงออกว่ารัก ของแมวประเภทหัวโจกชอบโวยวาย
         9. กระโดดเกาะที่หลังเวลาเจ้าของนั่งลง แมวขี้เล่น หรือแมวที่ซุกซน หรือแมวเด็ก ๆ มักจะแสดงออกแบบนี้ก็เหมือนกับเวลาที่ตอนคุณเด็ก ๆ คุณก็อยากให้พ่อ อุ้มหลังขึ้นเหมือนกัน
       10. มานอนซุกคุณเวลาคุณนอนหลับ อันนี้แสดงว่ารักมาก อยากอยู่ด้วยตลอดเวลา แม้เวลาจะนอนหลับ แต่ถ้าแมวของคุณยังไม่แสดงออกแบบนี้ละก็ลองหันกลับไปดูว่า ได้ดูแลเขาได้ดีพอหรือยังถ้ายังก็ควรจะเริ่มใหม่เสียยังไม่สายจนเกินไปเพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างคุณกับเจ้าเหมียว

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ (thonglorpet.com)

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

ราศีอะไรเลี้ยงหมาพันธุ์ไหนดีนะ

เกิดราศีไหนควรจะเลี้ยงสุนัขพันธุ์อะไรถึงจะเหมาะกับอุปนิสัยของแต่ละราศี ลองดูกันค่ะ   


ราศีมังกร (22 ธ.ค. – 19 ม.ค.)

          พันธุ์ที่เหมาะกับคุณคือ อิงลิชชีปด็อก หรือค็อกเกอร์ สแปเนียล

english sheep dog
old english sheepdog
     
  ราศีกุมภ์ (20 ม.ค. – 18 ก.พ.)

          พันธุ์ที่เหมาะกับคุณคือ เทอร์เรียร์ หรือบอร์เดอร์ คอลลี่

บูลเทอร์เรีย
bull terrier

บอร์เดอร์ คอลลี่
border collie


  ราศีมีน (19 ก.พ. – 20 มี.ค.)

          พันธุ์ที่เหมาะกับคุณคือ ลาบราดอร์ หรือ ปอมเมอเรเนียน
ปอมเมอเรเนียน
pomeranian


  ราศีเมษ (21 มี.ค. – 19 เม.ย.)

          พันธุ์ที่เหมาะกับคุณคือ ไม่มี ชาวราศีนี้ค่อนข้างจะเป็นคนขี้ใจร้อน และวู่วาม ไม่เหมาะกับสัตว์เลี้ยงที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่เช่นสุนัข
  ราศีพฤษก (21 เม.ย. – 20 พ.ค.)

          พันธุ์ที่เหมาะกับคุณคือ อิงลิชชีปด็อก หรือเวลช์ คอร์กี้


เวลช์ คอร์กี้
Welsh Corgi


  ราศีเมถุน (21 พ.ค. – 20 มิ.ย.)

          พันธุ์ที่เหมาะกับคุณคือ  ไวมาราเนอร์ มอลทีส หรือกลุ่มเทอร์เรีย

มอลทีส
maltese


  ราศีกรกฎ (21 มิ.ย. – 23 ก.ค.)

          พันธุ์ที่เหมาะกับคุณคือ โกลเด้น ลาบราดอร์ หรือแบล๊คลาบราดอร์

โกลเด้น
golden retriever


  ราศีสิงห์ (24 ก.ค. – 22 ส.ค.)

          พันธุ์ที่เหมาะกับคุณคือ โดเบอร์แมน หรือ เยอรมัน เชพเพิร์ด

โดเบอร์แมน
doberman


  ราศีกันย์ (23 ส.ค. – 22 ก.ย.)

          พันธุ์ที่เหมาะกับคุณคือ แจ๊ค รัซเซล ชิวาวา หรือ พุดเดิ้ลทอย

แจ๊ค รัซเซล
jack russell


  ราศีตุล (23 ก.ย. – 22 ต.ค.)

          พันธุ์ที่เหมาะกับคุณคือ ทอยเฟรนช์พุดเดิ้ล พุดเดิ้ล หรือ ดัลเมเชี่ยน

ดัลเมเชียน
dalmatian


  ราศีพิจิก (23 ต.ค. – 21 พ.ย.)

          พันธุ์ที่เหมาะกับคุณคือ พันธุ์ผสม หรือ ชเนาเซอร์

ชเนาเซอร์
schnauzer


  ราศีธนู (22 พ.ย. – 21 ธ.ค.)

          พันธุ์ที่เหมาะกับคุณคือ เรดเซตเตอร์ ออสเตรเลียน แคทเทิลด๊อก หรือ อัฟกันเซตเตอร์

เรดเซตเตอร์
red setter

ออสเตรเลียน แคทเทิลด๊อก
australian cattle dog


ขอบคุณข้อมูลจาก  สุดสัปดาห์ www.SudSabDa.com

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

มาตรฐานสายพันธุ์ลาบราดอร์รีทรีฟเวอร์ แบบขำๆ




มาตรฐานสายพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ แบบขำๆ (Dogazine)

                  สุนัขพันธุ์ใช้งานตัวเก่งของวงการตำรวจ นั่นคือ "ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์" บ่อยครั้งที่เราจะเห็นสุนัขพันธุ์นี้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้นหาวัตถุต้องสงสัยอยู่เสมอ…นั่นเป็นเพราะสุนัขพันธุ์นี้มีความสามารถในการดมกลิ่นดีเยี่ยม อีกทั้งมีนิสัยเชื่อฟังคำสั่ง ทำให้ฝึกได้ง่าย และที่สำคัญ ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ เป็นมิตรกับคนและสัตว์อื่น จึงเหมาะกับการทำงานท่ามกลางฝูงชน 

                  ...เพื่อให้ท่านรู้จักลาบราดอร์ ตัวจริงเสียงจริง วันนี้เราขอแนะนำ มาตรฐานสายพันธุ์ ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ ในแบบฉบับเจ้าตัวแสบ  

                    ชื่อสายพันธุ์ (ไทย) ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์

                    ชื่อสายพันธุ์ (อังกฤษ) Labrador retriever

                    การจัดกลุ่ม spollt dog  (- - -แปลว่า สุนัขนิสัยเสีย)

ลักษณะทั่วไป  


                    มีโครงสร้างบึกบึน แต่หุ่นกลับอวบอั๋น หน้าตาใจดี ยิ้มแย้ม แก้มห้อย แม้ดูขัดตากับสีขนเข้ม  แต่โดยรวมก็ทำใหสุนัขพันธุ์นี้ดูน่ากอดมากกว่ากลัว


อุปนิสัย


                    +สงบเงียบเมื่อหลับ พอขยับล่ะเป็นเรื่องทุกที

                    +ซื่อสัตย์ ต่อชามอาหาร จะวิ่งตามชามอาหารเข้ากรงได้เสมอ ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่

                    +เกลียดถ้วยตวงอาหารมาก (เพราะถ้วยนั้น ตวงอาหาร ได้น้อยกว่า เท) แต่ที่ฉลาดพอที่จะ หลอก ให้เจ้าของหลง เทอาหารลงในชามมากเกินความจำเป็น

                    +เป็นสุนัขเฝ้าบ้านที่ไม่ดี เพราะไม่เห่าใครเลย ยกเว้น เจ้าของบ้าน


ประวัติและต้นกำเนิด


                    +เดิมสุนัขพันธุ์นี้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย และเหมาะสมกับการใช้ในงานประมงมากกว่าสุนัขสายพันธุ์อื่น เพราะเวลาที่สุนัข ขนยาว ขึ้นจากน้ำ สุนัขมักจะเปียกชุ่มไปทั้งตัว แต่สำหรับลาบราดอร์ ซึ่งมีขนสั้นกว่า เมื่อขึ้นจากน้ำแล้ว เจ้าของและคนรอบข้างจะเปียกชุ่มไปทั้งตัว ในขณะที่ตัวสุนัขเองเกือบจะแห้งในทันทีที่สะบัดขน
กะโหลก

                    +กะโหลกกว้าง ทำให้มีเนื้อที่สำหรับสมองมาก เช่นเดียวกับเนื้อที่ของกระเพาะอาหาร


หู


                    +ใบหูตกแนบชิดศีรษะ - - - ทำให้ฟังคำสั่งหรือเรียกไม่ค่อยได้ยิน และหากว่าเจ้าของออกคำสั่งไม่ถูกใจ อาจทำเป็น "หูทวนลม" ได้ฉะนั้น เวลาออกคำสั่ง ควรเปิดใบหูมันขึ้นก่อนเสมอ


ตา


                    +ดวงตา มีขนาดปานกลาง สีน้ำตาล เหลืองหรือสีดำ - - - แววตาสดใสมีประกายแห่งความดื้อเงียบ
มักสบตาเจ้าของอย่างมุ่งมั่น เมื่อมีขนอยู่ตรงหน้า แต่เมื่อโดนเจ้าของดุ สุนัขจะหลบตาเสมอ


ปาก


                    +กระบอกปากค่อนข้างยาว กรามแข็งแรง - - - ชอบแทะงับ และคาบสิ่งของเสมอ จนพูดกันว่า สุนัขคาบได้ทุกสิ่งที่ไม่ได้ยึดติดไว้กับพื้น

                    +สันจมูกมีมุมหักเล็กน้อย - - - ทำให้สุนัขกินและหายใจ ไปพร้อมๆกันได้ - - - สุนัขจึงกินเก่งและกินเร็ว

                    +มีความสามารถในการปลดกลอนประตู ตะขอ และพันธนาการบางอย่างได้ด้วยปาก

                    +ไม่มีปัญหาเรื่องการควบคุมน้ำลาย ยกเว้น ตอนได้กลิ่นอาหารจะหลั่งน้ำลายเป็นสายฝน


ฟัน


                    +ฟันขบกรรไกร แต่ “ปากเบา” สามารถคาบของได้กระชับ โดยไม่เสียหาย- - - อย่างไรก็ตาม ตอนอายุ 3 ถึง 4 เดือน จะชอบงับมือของรองเท้าของเจ้าของบ่อยและแรงเกินไป


จมูก


                    +สีน้ำตาล หรือ สีดำ - - - ไวต่อกลิ่น "อาหาร" เป็นที่สุด

                    +เวลาจูงไปเดินเล่น จมูกจะเป็นตัวนำสุนัขและเจ้าของไปเจอของเหม็น ๆ เสมอ


ลำตัว


                    +หากเจ้าของเลี้ยงดีเกิน สะโพกจะหนา เอวจะหายไป แถมสันหลั จะค่อมข้างยาว หาวหวอด ๆ และนอนได้ทั้งวัน


คอ  


                    +มีความยาวพอเหมาะและแข็งแรง  - - - ธรรมชาติสร้างมาให้สุนัขก้มลงกินอาหารที่เจ้าของทำตกลงพื้นได้อย่างรวดเร็ว ….ก่อนที่เจ้าของจะห้ามทัน


อก


                  +อกมีความกว้างและลึกพอเหมาะ  ซี่โครงกางพอทำให้ดู บึกบึน - - - แต่ลาลาบราดอร์ ในประเทศไทย มัก "มองไม่เห็นซี่โครง…ต้องเอานิ้วคลำหรือจิกดู"


อุ้งเท้า


                    +อุ้งเท้า  กลมโต มีความเหมาะสม สำหรับการว่ายน้ำ แต่มักใช้ไปในทางผิด คือใช้ขุดคุ้ยรากต้นไม้ในสวน ซึ่งสุนัขพันธุ์นี้ขุดได้ลึก เร็วและแรง


หาง


                    +หางกลม  แข็งแรง - - - ใช้แสดงอารมณ์ ร่าเริง โดยแกว่งกระพือเวลาเห็นของกิน แต่จะหลุบต่ำเมื่อเจอกระสอบปุ๋ยข้างทาง (จะกลัวอะไรกันนัก)


ขน


                    +ขนสั้น  แน่น เป็นมันเงา - - - แต่โดยส่วนใหญ่ ขนมักโดนทำร้ายจากแชมพูและการอาบน้ำที่บ่อยเกินไป ถ้าอยากให้ขนสวย ต้องอาบน้ำน้อย ๆ หน่อย


น้ำหนัก


                    +สุนัขทั้งสองทั้งสองเพศ มักจะมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน หรือมิฉะนั้นการกำหนดมาตรฐานน้ำหนักสุนัขสายพันธุ์นี้ ควรพิจารณากันใหม่


ส่วนสูง


                    +เมื่อต้องการคาบเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่อนุญาต  สุนัขจะ ยืนตะกายสองเขา และสูงเพิ่มขึ้นได้ถึง  80%


การเคลื่อนไหว


                    +เมื่อหยุดนิ่ง จะมีความสง่างาม - - - แต่ถึงบทจะวิ่งไล่แมว จะดูไม่สวยอย่างมาก

                    +การเคลื่อนไหวดูคล่องแคล่ว โดยเฉพาะตอนที่สุนัข คาบโทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์ รองเท้า หรือวัตถุอื่นใดที่เจ้าของหวงอยู่ในปาก

                    +และสุนัขเคลื่อนที่ได้รวดเร็วขึ้นกว่า 50 % เมื่อเจ้าของวิ่งตามหลังมาเพื่อแย่งเอาของในปากสุนัขคืน


ข้อบกพร่อง


                    +ความสับสนในการจัดลำดับชั้นในบ้าน  ถือเป็นข้อบกพร่องรุนแรงที่ไม่ควรมองข้าม โดยสุนัขมักคิดว่าตัวเองเป็นเจ้านายใหญ่ เพราะเจ้าของบ้านต้องไปเสิร์ฟอาหารถึงกรง 

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

ลักษณะแมวมงคล




แมวไทยนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นแมวทีสวยงาม และฉลาดที่สุดในโลกสายพันธุ์หนึ่งทีเดียว ไม่รู้ว่าใครเป็นคนว่าไว้
ทว่าแมวไทยนั้นไม่ค่อยเป็นที่นิยมในหมู่ผู้เลี้ยงแมวคนไทยซักเท่าไหร่ ผู้ที่สนใจจะเป็นชาวต่างชาติซะส่วนมาก
ว่ากันว่าแมวไทยที่สืบสายพันธุ์จากแมวไทยโบราณจะมีขนาดตัวปานกลาง รูปร่างเพรียว หางเรียว หน้าสั้น หูตั้งสั้น ขาสั้นเรียวได้สัดส่วน ขนนุ่ม และมีนิสัยรักอิสระ แต่จงรักภักดีต่อเจ้านาย
ตามตำราวิธีดูแมว จากสมุดข่อยโบราณวัดอนงคาราม และตำราดูลักษณะแมวมงคล
ระบุลักษณะแมวที่ดีเอาไว้ ๑๗ ชนิด
จะแบ่งจากสีและตำแหน่งลายแต้มต่างๆบนตัวแมว
โดย(ว่ากันว่า)ในสมัยก่อนแมวเหล่านี้มีมูลค่าสูงมาก
เลี้ยงกันเฉพาะในราชสำนัก หรือหมู่เจ้านายชั้นสูงเท่านั้น...

ทั้ง ๑๗ ชนิดนั้นได้แแก่..

๑/ วิลาศ
(ภาพประกอบวาดเอง กร๊าก ฉ่อยไปนิด ขออภัย)
ราวคอทับถงาดท้องสองหู
ขาวตลอดหางดูดอกฝ้าย
มีเสวตรสี่บาทตรูสองเนตร์ เขียวแฮ
งามวิลาศงามคล้ายโภคพื้นกายดำ

 แมวชนิดนี้ ดวงตาทั้งคู่เป็นสีเขียว บริเวณคอจนถึงท้อง เท้าทั้งสี่ข้าง และใบหูจรดหางเป็นสีขาวเหมือนดอกฝ้าย บนพื้นสีดำ
แม้ใครใคร่เลี้ยงโดยหมายจักได้เป็นนายผู้ใหญ่เลื่อนถานา
ศฤงคารโภคาทรัพย์สินจักมาเนืองๆบริบูรณ์พูลมี
เชื่อว่าเลี้ยงแมวชนิดนี้ จักได้เป็นเจ้าคนนายคน มีทรัพย์สินมากมาย

๒/ นิลรัตน์

สมยารามชาติเชื้อนิลรัตน์
การดำสิทธิสามรรถเลิศพร้อม
ฟันเนตรเล็บลิ้นทัตนิลคู่ กายนา
หางสุดเรียวยาวน้อม                 นอบโน้มเสมอเศ


เป็นแมวดำที่ดำทั้งตัว คือดำทั้งตัวจริงๆ นอกจากดวงตาที่เป็นสีเหลืองแล้ว ทั้งขน เล็บ ลิ้น ฟัน เป็นสีดำหมด เวลานอนขด หางสามารถตวัดมาได้ถึงหัว


เชื่อว่าคงจะไม่มีจริง หรือถ้ามีจริงก็หายากมาก
ย่อมมีคุณเอนกาศฤงคารโภคา
จะเนื่องเป็นนิจบริบูรณ์
เชื่อว่าเลี้ยงแล้วจะร่ำรวยมีทรัพย์สินมากมาย ปราศจากภยันตราย

๓/ นิลจักร
นิลจักรบอกชื่อช้อยลักษณา
กายดุจกลปีกกาเทียบแท้
เสวตรอบรัดกรรฐาโดยที่
เนาประเทศได้แม้
ดั่งนี้ควรถนอม
แปลตรงๆตัวคือ ชื่อนิลจักร ก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นสีดำ แมวชนิดนี้ ทั้งตัวมีสีดำสนิทดุจปีกกา แต่บริเวณรอบคอ จะมีขนสีขาวโดยรอบเหมือนใส่สร้อย เป็นแมวที่มีค่ามากมาย
กายดำคอขาวรอบขน
ใครเลี้ยงเกิดผล ทรัพย์สินสมบัติมากมี
ใครเลี้ยงแมวชนิดนี้ จะมีทรัพย์สมบัติมากมาย

๔/ เก้าแต้ม
สลับดวงคอโสตรัตต้นขาหลัง
สองไหล่กำหนดทั้งบาทหน้า
มีโลมดำบดบัง ปลายบาทสองแฮ
เก้าแห่งดำดุจม้าผ่านพื้นขาวเสมอ
แปลภาษากลอนออกมา คือเป็นแมวขาวที่มีแต้มสีดำตามตัว รวมทั้งหมดเก้าแต้มด้วยกัน ส่วนห้าแต้มมันมาคู่กับขายหน้า ขำมั้ยล่ะนั่น....
แต้มทั้งเก้าต้องอยู่ตรงตามตำแหน่งที่ตำราระบุด้วยนะถึงจะถือว่าของแท้ ได้แก่
บริเวณคอ = ๑ แต้ม
ตรงหน้า (แถวๆโคนหู หน้าผาก) = ๑ แต้ม
ต้นขาหลังทั้งสองข้าง = ๒แต้ม
ไหล่สองข้าง = ๒ แต้ม
เท้าหน้าสองข้าง = ๒ แต้ม
ท้ายลำตัว (น่าจะประมาณโคนหาง) = ๑ แต้ม
๑+๑+๒+๒+๒+๑ = ๙ แต้มพอดี ถ้าดอกเดียวกันหมดก็สองเด้ง...จะขำไปไหน
เสมออย่างม้าเทพมีศรี
แม้นใครเลี้ยงดี ค้าขายจะได้โภคา
เชื่อว่าแมวชนิดนี้ ถ้าเลี้ยงให้ดีๆ ผู้เลี้ยงจะรุ่งเรืองด้านการค้า

๕/ มาเลศ หรือ ดอกเลา หรือ แมวโคราช หรือแมวสีสวาด
วิฬาร์มาลาศพื้นพรรณกาย
ขนดังดอกเลารายเรียบร้อย
ตาดั่งน้ำค้างย้อยหยาดต้องสัตบง
โคนขนเมฆมอปลาย
ปลอมเสวตร
รู้สึกเจ้าตัวนี้จะมีหลายชื่อเหลือเกิน
จากกลอนระบุลักษณะเอาไว้ว่า เจ้าแมวชนิดนี้เป็นสีดอกเลา หรือที่เรียกกันว่า สีสวาด
โคนขนจะเป็นสีเมฆเวลาพยับฝน ส่วนปลายขนเป็นสีขาว ดวงตาเป็นประกายเหมือนน้ำค้างต้องกลีบบัว แมวชนิดนี้จะมีตาสีเขียว หรือสีเหลืองอมเขียว
(สารภาพจากใจ เรานึกว่าสีสวาด คือสีประมาณแมววิเชียรมาศมาตลอด เพิ่งรู้ว่ามันหมายถึงสีเทาๆแบบนี้นี่เอง)
ใครพบเร่งให้อุปถัมภ์ แมวนั้นจักนำซึ่งสุขสวัสดิ์มงคล
แปลว่าถ้าพบก็อุปถัมป์มันซะ แมวจะทำให้เกิดสุขสวัสดิ์มงคล แปลแบบนี้เหมือนไม่ได้แปล ไม่แปลน่าจะประหยัดพลังงานกว่า - -''
เอ้าตัวต่อปาย

๖/แซมเสวตร
ขนดำแซมเสวตสิ้นสรรพางค์
ขนคู่โลมกายบางแบบน้อย
ทรงระเบียบสำอางเรียวรุ่นห์ งามนา
ตาดั่งแสงหิ่งห้อยเปรียบน้ำทองทา
ตามชื่อของแมวตัวนี้ แปลว่า แซมขาว นั่นคือขนทั้งตัวนี้จะเป็นสีดำแซมขาวตลอด รูปร่างเพรียวบาง ดวงตาดั่งแสงหิ่งห้อย ชิ้งๆ
เลี้ยงดีมีคุณนักหนา จงเร่งหามาเลี้ยงเทอญอย่าแคลงสงสัย
แปลได้ว่ารีบๆหามาเลี้ยงซะนะ เป็นแมวที่ให้คุณ ข่าวดีคือแมวชนิดนี้เพิ่งถูกพบตัวเป็นๆหลังจากที่มีเพียงแต่ภาพในสมุดข่อยมาเนิ่นนาน ข่าวร้ายคือมันมีแค่ตัวเดียว...

๗/รัตนกัมพล
สมยากาเยศย้อมสีสังข์
ชื่อรัตนกำพลว่าไว้
ดำรัดรอบกายจังหัวดอก หลังนา
ตาดังเนื้อทองได้หกน้ำเนียรแสง
อาจจะรู้สึกคุ้นๆกัน สำหรับคนที่เคยอ่านเรื่อง "แมวข้าวปั้น"
เจ้าแมวชนิดนี้เป็นแมวขาว ในโคลงบอกว่าขาวเหมือนสังข์ มีลายสีดำรัดกลางลำตัวเป็นสายคาด และดวงตาเป็นสีเหลืองเหมือนทองเนื้อดี สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านแมวข้าวปั้นลองไปหา่อ่านดู เล่มเล็กๆน่ารักและราคาก็ไม่แพงด้วย :D (โปรโมทหนังสือให้เค้าซะงั้น )
(ทำหนังสือหายไปแล้ว T T ใครพบโปรดแจ้ง)
ใครเลี้ยงไว้จักมียศถามีเดชานุภาพแก่คนเกรงกลัว
เลี้ยงแมวชนิดนี้ไว้ จะมีอำนาจให้คนยำเกรง โอ้ว

๘/วิเชียรมาศ
ปากบนหางสี่เท้าโสตสอง
แปดแห่งดำดุจปองกล่าวไว้
ศรีเนตรดั่งเรือนรองนาคสวาดิ ไว้เอย
นามวิเชียรมาศไซร้สอดพื้นขนขาว
ขนสีครีมไปจนถึงสีน้ำตาลอ่อน มีแต้มสีน้ำตาลไหม้หรือน้ำตาลเข้มๆ ในโคลงบอกว่าพื้นขาวแต้มดำ แต้มมีทั้งหมดแปดแห่งด้วยกันคือ หน้า หาง หูทั้งสอง เท้าทั้งสี่ ถ้ารวมที่อวัยวะเพศอีกแห่งก็จะนับเป็นเก้า ดวงตาสดใส ตาสีฟ้า
สำหรับเจ้าแมวชนิดนี้ก็เป็นที่รู้จักกันดี แล้วก็เป็นแมวที่เราปลื้มมาก แอร๊ย
ต่างชาติได้นำไปจดทะเบียนและปรับปรุงสายพันธุ์มากมาย จะรู้จักกันในชื่อ "Siamese Cat"
ส่วนชื่อไทย วิเชียรมาศ หมายถึง แก้วแห่งดวงจันทร์...เอ๊ะ แต่มันต้องแปลจากหลังมาหน้า
หรือจะเป็นพระจันทร์แห่งดวงแก้ว...หรือพระจันทร์แก้ว
(ใครทราบโปรดเฉลย อยากรู้)
มีคุณยิ่งล้ำหนักหนา จักนำโภคาพิพัฒน์สมบัติเพิ่มพูล
เชื่อว่าเลี้ยงไว้แล้วดี จะร่ำรวย

๙/ศุภลักษณ์ หรือ ทองแดง
วิลาศุภวักษณ์ล้ำวิลาวรรณ
ศรีดังทองแดงฉันเพรศแพร้ว
แสงเนตรเฉกแสงพรรณโณภาษ
กรรษสรรพโทษแล้วสิ่งร้ายคืนเกษม
แมวเหมียวสีทองแดง หรือสีน้ำตาลแดง หรือสีสนิม นั่นเอง บริเวณหาง หู หน้า และปลายขา อาจมีสีเข้มกว่าส่วนอื่นๆ จดทะเบียนในชื่อแมวพม่า (Burmese Cat) แต่(คนไทย)เชื่อกันว่าถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยศึกพร้อมกับบรรดาเจ้านายบางส่วนในสมัยอยุธยา ในปัจจุมันมีอยู่น้อยในประเทศไทย แต่ทางตะวันตกรู้จักกันแพร่หลาย
ใครเลี้ยงจักได้ยศถา ยิ่งพ้นพรรณนาเป็นที่อำมาตย์มนตรี
เชื่อว่าสามารถขจัดสิ่งร้ายให้เป็นดีได้ หากใครเลี้ยงก็จะ้มียศฐาบรรดาศักดิ์

๑๐/มุลิลา
เหลือบดูนิดนึง เรามาเกินครึ่งทางแล้วพี่น้อง...เดี๋ยวยิ่งพิมพ์มันจะยิ่งขี้เกียจ
มุลิลาปรากฏแจ้งนามสมาน
ใบโสตสองเสวตรปานปักล้วน
ศรีตาผกาบานเบญจมาศ เหลืองนา
หางสุดโลมดำถ้วนบาทพื้นกายเศียร
แมวเหมียวชื่อมุลิลา เป็นแมวดำตั้งแต่หัวจรดปลายหาง ยกเว้นเพียงหูสองข้างที่เป็นสีขาว ดวงตาเหลืองเหมือนดอกเบญจมาศ
หนึ่งด่างสองหูโดยหมาย ตำราท่านทาย ว่าควรจะเลี้ยงแต่สงฆ์ เล่าเรียนสิ่งใดมั่นคง มิได้ลืมหลงสำเร็จดังความปรารถนา
ตำราท่านว่าไว้ เจ้าแมวชนิดนี้ พระสงฆ์ควรจะเลี้ยง
ช่วยให้มีจิตใจตั้งมั่นในการเล่าเรียนไม่ออกนอกลู่นอกทาง เล่าเรียนสำเร็จตามปรารถนา (..ละมั้ง)

๑๑/กรอบแว่น หรือ อานม้า
หนึ่งนามกรอบแว่นพื้นเสวตรผา
ขนดำเวียนวนตาเฉกย้อม
เหนือหลังดั่งอานอชาชาติ
งามดั่งวงหมึกพร้อมอยู่ด้าวใดแสวง
แมวชื่อกรอบแว่น หรืออานม้านี้ เป็นแมวสีขาว มีขนสีดำเป็นวงรอบตา(เหมือนใส่แว่น) และมีลายสีดำบนหลัง (เหมือนอานม้า) รู้สึกว่า มันน่ารักดีนะเนี่ย...
ตีค่าแสนตำลึงทอง ใครเลี้ยงจะนำเกียรติยศมาให้เจ้าของ
มีค่าเท่ากับแสนตำลึงทอง!!!! (ใครเทียบเป็นหน่วยปัจจุบันให้ที..) เจ้าของจะมีเกียรติยศ...

๑๒/ ปัดเสวตร
ปัศเวตลักษณะนั้น ปลายนาษาฤา
ขาวตลอดหางหายากพร้อม
รลุมเฉกสลับตา กายเพชรเดียวแฮ
ตาดั่งคำซายล้อม
บุศย์น้ำพลอยเหลือง
แมวปัดเสวตร หรือ ปัศเวต พื้นขนจะเป็นสีดำ มีลายสีขาวพาดตั้งแต่ปลายจมูกไล่ตามหลังไปจนถึงปลายหาง (ยังกับตัวสกั๊งค์ *0*) ดวงตาเหมือนบุษราคัม
หนึ่งด่างปัดตลอดสอดสี ตำราว่าแมวดี ใครเลี้ยงจักยิ่งตระกูล
อันนี้ไม่แน่ใจนะ แต่รู้สึกว่า เป็นแมวดำ เลี้ยงแล้วจะนำชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูล?
(เด็กไทยทำไมภาษาไทยอ่อนแอ...)

๑๓/การเวก
มีนามการเวกพื้นกายดำ
ศรีศรลักษณนำแนะไว้
สองเนตรเลื่อมแสงคำคือมาศ
ด่างที่นาสาไซร้เสวตรล้อมรอบเสมอ
แมวที่ชื่อการเวก เป็นแมวพื้นดำอีกแล้ว
ดำทั้งตัวไม่มีอื่นเจือนอกจากบริเวณจมูกเพียงตำแหน่งเดียวที่มีสีขาวล้อมรอบ
ดวงตาเป็นประกายแสงเหมือนดวงจันทร์
ใครเลี้ยงไว้ได้จักถานา ในเจ็ดเดือนตราพระยาจะให้ลาภหลาย
คนที่เลี้ยงแมวชนิดนี้ จะได้ยศได้ลาภมากมาย

๑๔/จตุบท
จตุบทหมดเกศน้อม นามแสดงไว้นา
โลมสกลการแสงหมึกคล้าย
สี่บาทพิศเลห์แลงลายเสวตร
ตาเลื่อมสีเหลืองคล้ายดอกแย้มนางโสน
แมวชื่อจตุบท ทั้งตัวเป็นสีดำสนิทเหมือนหมึก เว้นแต่เท้าทั้งสี่ข้างเป็นสีขาวจั๊วะ ดวงตาสีเหลืองราวกับดอกโสน
ว่าแต่สังเกตไหมว่ารูปแมวมันเป็นรูปเดิมๆที่จับมาพลิกซ้ายพลิกขวา
(ไม่สังเกตก็แปลกแล้ว...)
หนึ่งสี่เท้าด่างขบขัน ท่านว่าควรกัน ให้เลี้ยงแต่ราชินิกูล แมวนั้นย่อมจะให้คุณ
ว่ากันว่าแมวชนิดนี้ถ้าเลี้ยงโดยราชนิกูลจะให้ประโยชน์ นี่มันแบ่งแยกชนชั้นนะ!!
(เริ่มเสียสติ มาว่ากันต่อ..)

๑๕/ สิงหเสพย์ หรือโสงหเสพย์
เสนาะโสงหเสพยชื่อเชื้อดำกาย
ขาวที่ริมปากรายรอบล้อม
เวียนเถลิงศอสังข์ปลาย ณาษิกอยู่แฮ
ตาดั่งศรีรงย้อมหยาดน้ำจางแสง
แมวดำอีกราย
แมวชื่อสิงหเสพย์หรือโสงหเสพย มีสีขาวล้อมรอบริมฝีปาก ไปจนถึงคอและจมูก นอกจากนั้นแล้วสีดำ
ดวงตาเป็นสีเหลือง
กายดำคอขาวรอบขน ใครเลี้ยงไว้เกิดผล ทรัพย์สินสมบัติมากมี
ให้คุณในด้านทรัพย์สมบัติ ร่ำรวยๆ

๑๖/กระจอก
มีนามกระจอกนั้น ตัวกลมงามนา
การดำศรีสรรพสมสอดพ้น
ขนขาวเฉกเมฆลม ลอยรอบปากแฮ
ตาประสมสีชื้นเปรียบน้ำรงผสาน

แมวชื่อกระจอก มีลักษณะเด่นคือตัวกลม ในที่นี้คงไม่ได้หมายถึงถีบทีก็กลิ้งหลุนๆเป็นลูกชิ้น แต่น่าจะหมายถึงแมวหน้าตาสุขภาพดีมีข้าวกินอิ่มหนำมากกว่า
ลักษณะเด่นของแมวกระจอกคือ ตัวเป็นสีดำ มีขนสีขาวเหมือนเมฆรายล้อมรอบๆปาก ตาสีเหลืองเป็นประกาย
จะได้ที่แดนไร่นา ทรัพย์สินโภคา ถ้าเป็นไพร่ก็จักได้เป็นนาย
แมวชนิดนี้ เลี้ยงไว้จะนำมาซึ่งทรัพย์สินที่ดิน ถ้าเราเป็นเพียงสามัญชนก็จะได้เป็นเจ้าคนนายคน

๑๗/โกนจา
กายดำคอสุดท้องขาขนเลเอียดเฮย
ตาดั่งสีบวบกลดอกแย้ม
โกนจาพนนิพนธ์นามกล่าว ไว้นา
ปากแลหางเรียวแฉล้มทอดเท้าคือสิงห์
เรียกอีกอย่างว่าดำปลอด ขนทั้งตัวเป็นสีดำละเอียดไม่มีสีอื่นแซม ดวงตาทั้งคู่เป็นสีเหลือง
ปากเรียวหางเรียว เป็นแมวที่มีลักษณะสง่างาม ยามเดินเดินอย่างสิงโต
แมวนี้เลี้ยงดี มีคุณหนักหนา เร่งหามาเลี้ยง เทอญอย่าแคลงสงสัย
แปลได้ว่า เป็นแมวที่ดีและมีคุณ ควรค่ากับการน้ำมาเลี้ยงดู

แล้วก็หมดไปแล้วสำหรับแมวไทยมงคลทั้ง ๑๗
ในปัจจุบัน แมวเหล่านี้เหลือให้ดูแค่เพียงห้าชนิดเท่านั้น คือ ศุภลักษณ์ วิเชียรมาศ โกนจา มาเลศ และ แซมเสวตร
นอกจากนั้น(ว่ากันว่า)ได้ผสมกับสายพันธุ์อื่นจนลูกหลานกลายเป็นพันธุ์ทางไปหมดเสียแล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2